free web hosting | free hosting | Business Web Hosting | Free Website Submission | shopping cart | php hosting

Welcome to Ariya Group
คลิ๊กเพื่อเข้าสู่เว็บไซต์  รวมพลคนอยาก รำ เต้น เล่นดนตรี ==> http://www.geocities.com/ariyagroup2002/



FastCounter by bCentral
 

truehits-logo

รายการแสดง กลุ่มอริยะ
วันเสาร์ที่ 11 มกราคม 2546 เวลา 17.00 น.
ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

1.การบรรเลงเพลงโหมโรงศรีอาริยะ โดยวงเครื่องสายอริยะการดนตรี
2.การแสดงเบิกโรงชุดเมขลา-รามสูร โดยอริยะนาฏการ
3.การบรรเลงเพลงเชิดจีน โดยวงปี่พาทย์อริยะการดนตรี
4.การแสดงละครนอกเรื่องสุวรรณหงส์ ตอนกุมภณฑ์ถวายม้า โดยอริยะนาฏการ
5.การแสดงนาฏยศิลป์ร่วมสมัย ชุด อริยะ โดยอริยะนาฏการ

นิทรรศการบริเวณหน้างาน

เครื่องแต่งกายโขนละครและชุดไทย โดยอริยาภรณ์
ศิลปะการจัดดอกไม้สด ชุด “กุมุท พุทธาริยะ” โดยอริยะมาลา

กลุ่มอริยะ (Ariya Group) ประกอบด้วย

  • อริยะนาฏการ (Ariya Dance Company)
  • อริยะการดนตรี (Ariya Music)
  • อริยาภรณ์ (Ariya Costume)
  • อริยะมาลา (Ariya Florist)

ประวัติคณะ

กลุ่มอริยะ การรวมตัวของศิลปินและช่างฝีมือทุกแขนง เพื่อผลิตผลงานการแสดงที่มี
คุณภาพและคุณค่าทางศิลปะ รวมถึงการถ่ายทอดงานศิลปะและงานช่างแขนงต่างๆ สู่เยาวชนที่มีใจรักในงานศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นนาฏยศิลป์ ดุริยางคศิลป์ ตลอดจนช่างฝีมือที่ละเอียดอ่อน เช่น
งานช่างหุ่นและเครื่องลงรักปิดทอง หรืองานเครื่องสดของไทย

ด้วยผลงานกิจกรรมในระดับอุดมศึกษาที่ได้เคยผ่านสายตาในฐานะนักแสดงสมัครเล่นมากมาย เป็นประสบการณ์ที่เราได้สั่งสม จึงพิสูจน์ได้ว่าเราคือกลุ่มงานที่มีคุณภาพ อาทิเช่น

ละครนอก เรื่อง สังข์ทอง ตอนพระสังข์หนีนางพันธุรัต ภัทราวดีเธียเตอร์, 2541
อริยะ ผลงานสร้างสรรค์ทางนาฏยศิลป์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2543
นัฏฏวัฒนาการสืบสานละครไทย ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย, 2544
สรง ปริสุทธนาฏกรรม น้ำในพิธีกรรมชีวิต ภัทราวดีเธียเตอร์, 2545

 

อริยะ สรรพวิจิตรศิลป์ โดยยุวศิลปินแห่งสยามประเทศ

ลำดับการแสดง

1.การบรรเลงเพลงโหมโรงศรีอารยะ โดยวงเครื่องสายอริยะการดนตรี

พุทธกัปป์ “พระศรีอาริย์” พุทธศาสนิกชนทุกคนคงเคยได้ยินคำพูดนี้ ยุคพระศรีอาริยเมตไตรย์ คือ ยุคแห่งความรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนา ตวามสุข สงบ สันติ และการสิ้นกิเลสของมนุษย์ทุกคน

ในสภาพสังคมปัจจุบัน มนุษย์ทุกคนล้วนเกิดมาแก่งแย่งแข่งขัน ช่วงชิงให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตนปรารถนาโดยยึดอัตตาเป็นที่ตั้ง จนบางครั้งละเลยกฏเกณฑ์ทางสังคมหรือแม้แต่ศีลธรรมคำสั่งสอนอันดีงามในพระพุทธศาสนา

เพลงโหมโรงศรีอาริยะนี้ แต่งขึ้นเพื่อสะท้อนให้มนุษย์ทุกคนได้ตระหนักถึงสัจธรรมอันแท้จริงและเพื่อเป็นการบูชาพระศรีอาริย์

เพลงนี้ประพันธ์ขึ้นในปี พ.ศ.2543 ในงานแสดงโครงการปริญญานิพนธ์ทางดุริยางคศิลป์ โดยนิสิตชั้นปีที่ 4 สาขาดุริยางคศิลป์ไทย ภาควิชาดุริยางคศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยผู้ประพันธ์ได้นำเพลงนางนาค 2 ชั้นท่อน 1 มาขยายขึ้นเป็นเพลง 2 ท่อน ในอัตราจังหวะ 3 ชั้น หน้าทับปรบไก่ เนื่องจากคำว่านางนาค แปลว่านางผู้ประเสริฐ ชื่อเพลงมีความหมายที่ดี อีกทั้งเป็นเพลงที่ใช้ในงานมงคล นอกจากนี้ยังได้นำทำนองสวดสรภัญญะมาต่อท้าย เพื่อสื่อถึงอารมณ์อันสงบตามแนวทางพระพุทธศาสนาให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น จากนั้นจึงลงวา ตามแบบแผนเพลงโหมโรงของไทย

ท่อน 1

จังหวะ มีความเร็วปานกลางมีความเรียบง่าย
ทำนอง แต่ละเครื่องดนตรีแปลทำนองตามอัตลักษณ์ของตน โดยอาศัยทางฆ้องเป็นหลัก
การสำแดงอารมณ์ (Expression) สื่อถึงการเกิดของมนุษย์และการทำตามหน้าที่ของแต่ละบุคคล

ท่อน 2

จังหวะ มีความกระชับขึ้นและค่อยๆ เร็วขึ้นในเที่ยวกลับ
ทำนอง มีการผสมผสานระหว่างการดำเนินทำนองและการบังคับทาง
การสำแดงอารมณ์ที่สื่อถึงการดิ้นรนให้พ้นทุกข์และแสวงหาความสงบสุขของชีวิตมนุษย์ที่อยู่ร่วมกันในสังคม ความหมายในช่วงที่มีการบังคับทาง คือ กรอบของสังคมเป็นสิ่งบ่งชี้ให้มนุษย์รู้จักผิดชอบชั่วดีและเกรงกลัวผลกรรมจากการทำความชั่ว

ทำนองสรภัญญะ

จังหวะ ลดแนวทางการบรรเลงให้ช้าลงจากเดิม
ทำนอง สร้างความห่างของเสียงแต่ละเสียง โดยการกรอ และหยุดโดยพร้อมเพรียงกันเพื่อให้เกิดความเงียบ
การสำแดงอารมณ์ สื่อถึงความสุขสงบ สงัด การตรึก (Contemplate) เพื่อให้เกิดสมาธิ สุดท้ายมนุษย์ก็ต้องหันมาพึ่งศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ

ทำนองท้ายก่อนลงวา

จังหวะ มีความกระชับขึ้นจากทำนองสรภัญญะและเร็วขึ้นจนมีความเร็วเท่ากับความเร็วเดิมในตอนท้านของท่อนที่ 2
ทำนอง ดำเนินไปในแนวเดียวกัน
การสำแดงอารมณ์ เมื่อเข้าใจในพระธรรมและสัจธรรมของชีวิต จึงเกิดการรู้แจ้ง เกิดปัญญาโดยฉับพลัน
ตอนท้ายของเพลงโหมโรงลงวา แสดงถึงความคลี่คลาย และเป็นแบบแผนตามแบบฉบับของเพลงโหมโรง

2.การแสดงเบิกโรงชุด เมขลารามสูร

mekala1.JPG (19940 bytes)การแสดงเบิกโรงเป็นขนบธรรมเนียมทางนาฏยศิลป์ เพื่อความเป็นสิริมงคลและปัดเป่าเสนียดจัญไรและอุปสรรคที่จะขัดขวางการแสดง เบิกโรงชุดเมขลารามสูรนี้ เป็นระบำเรื่อง เมขลาเป็นชื่อของนางฟ้าประจำมหาสมุทร ส่วนรามสูรเป็นชื่อของยักษ์ผู้มีขวานเป็นอาวุธ เข้าใจว่าเพี้ยนมาจากรามปรศุ และมีพระอรชุนอีกองค์หนึ่งซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งฝน เป็นเรื่องเล่ากันมาแต่โบราณ ความว่า

เมื่อถึงฤดูฝน เหล่าเทพบุตร เทพธิดา ออกจากวิมานของตนมาชุนนุมเล่นนักษัตรจับระบำกันอย่างสนุกสนาน มีเทพบุตรองค์หนึ่ง คือ พระอรชุน มีพระขรรค์เป็นอาวุธ ออกจากวิมานของตนมาร่วมสนุก นางเมขลา ซึ่งมีดวงแก้วเป็นคู่มือ ก็ออกมาร่วมขับร้องเล่นเพลงและโยนแก้วมณีเล่นเป็นแสงแวววับ ในขณะเดียวกันนั้น รามสูรซึ่งเป็นยักษ์จรจัดไม่มีวิมานอยู่เที่ยวอาศัยอยู่ตามกลีบเมฆ มีขวานเป็นอาวุธคู่มือ ก็จะมาร่วมสนุกสนานบ้าง เมื่อเห็นแก้วของนางเมขลาก็อยากที่จะได้ไว้ในครอบครอง จึงติดตามไล่แย่งมา นางเมขลาแกล้งว่าจะให้แล้วเหาะหนีไปเสีย พอรามสูรใกล้จะทัน นางเมขลาก็โยนแก้วให้แสงแก้วเข้าตารามสูรให้ตาฟางตามหานางไม่พบ รามสูรโกรธจึงขว้างขวานดังครั่นครื้น จึงเป็นตำนานเกี่ยวกับฟ้าแลบฟ้าร้องว่าเกิดจากแสงแก้วของนางเมขลาและขวานของรามสูร ในขณะที่ติดตามกันอยู่นั้น พระอรชุนได้เหาะผ่านตัดหน้ารามสูรไป รามสูรโกรธหาว่าพระอรชุนดูหมิ่น จึงเข้ารบกับพระอรชุน พระอรชุนพลาดท่า ถูกรามสูรจับขาฟาดกับเขาพระสุเมรุตาย

3.การบรรเลงเพลงเชิดจีน โดยวงปี่พาทย์อริยะการดนตรี

เพลงเชิดจีนจัดอยู่ในประเภทเพลงทยอย ซึ่งจัดได้ว่าเป็นการแสดงฝีมือชั้นสูงของผู้บรรเลงที่มุ่งอวดความไพเราะของทางเพลง วิธีการบรรเลง และการดำเนินทำนองที่มีลูกล้อ ลูกขัด และลูกโยนมาก เพลงเชิดจีนนี้เป็นผลงานการประพันธ์เพลงของพระประดิษฐ์ไพเราะ (มี ดุริยางกูร) หรือ ครูมีแขก เมื่อ พ.ศ.2392 โดยในตัวที่ 1 (ท่อน 1) ท่านได้นำเอาเพลงเชิดในตัวที่ 6 มาขยายให้มีอัตราเป็น 3 ชั้น และประดิษฐ์ทางเพลงให้กระฉับกระเฉงรัดกุมดูดังเป็น 2 ชั้น ส่วนตัวต่อๆ ไปท่านได้แต่งขึ้นเอง โดยมิได้ยึดถือเพลงใดเป็นหลัก แล้วจึงต่อท้ายด้วยเชิดทั้งใน 4 ตัว นับว่าเป็นเพลงที่ท่านได้แต่งขึ้นโดยวิธีอันแปลกประหลาดกว่าเพลงไทยทั้งหลายที่เคยมีมา สำนวนทำนองของเพลงนี้มีทั้งเชิงล่อ เชิงชน ทีหนี ทีไล่ สนุกสนานรื่นเริงชวนฟังสนุก แม้ในบัดนี้ก็ยังไม่มีเพลงใดที่พอที่จะเทียบเคียงได้เลย

บทร้องเพลงเชิดจีน

ว่าพลางทางจูงสีหมอกม้า                  เบาะอานพานหน้าดูงามสม
ดังจะปลิวลิ่วลอยไปตามลม                อย่าปรารมภ์เลยนะเจ้ามาขี่ม้า
ปลอบทางพลางกอดกระชิบบอก        ม้าสีหมอกตัวนี้มีสง่า
เนื้ออ่อนงอนง้อขอสมา                      อย่าให้พี่สีหมอกม้ากระเดื่องใจ
วันทองสองมือประนมมั่น                 พรั่นพรั่นกลังม้าไม่เข้าใกล้
พี่สีหมอกของน้องอย่าจองภัย            จะขอขี่พี่ไปทั้งผัวเมีย
ขุนแผนพานางมาใกล้ม้า                   ลูบหลังอาชาให้เชื่องเสีย
หยิบมือลูบม้าว่าปลอบเมีย                 ม้าเลียมือหวีดประหวั่นกลัว
(บทละครเสภา เรื่อง ขุนช้างขุนแผน)

4.การแสดงละครนอก เรื่องสุวรรณหงส์ ตอนกุมภณฑ์ถวายม้า

suwannahong1.JPG (42964 bytes)ละครนอก เป็นละครที่ดัดแปลงมาจากละครชาตรี แต่เดิมใช้ผู้แสดงเป็นผู้แสดงล้วน มีผู้แสดงมากกว่า 3 ตัว ไม่มีฉากประกอบ เรื่องที่นิยมเล่นโดยมากเป็นเรื่องจักรๆ วงศ์ๆ เช่น สังข์ทอง มณีพิชัย ไกรทอง ฯลฯ ด้วยละครนอกเป็นละครพื้นเมือง เล่นภายนอกพระราชฐาน การแสดงเรื่องจึงดำเนินอย่างรวดเร็ว มุ่งเน้นการเอาใจผู้ดู มีโลดโผน ตลกขบขัน ในบางครั้งก็จะติดหยาบโลน ตัวแสดงที่เป็นท้าวพระยามหากษัตริย์ อาจจะเล่นตลกคลุกคลีกับพวกเสนาข้าราชการได้ ใช้ถ้อยคำตลาดจนอาจจะจะทิ้งขนบธรรมเนียมประเพณีเสียบ้างในบางตอนเพื่อความสนุกสนาน

เรื่องสุวรรณหงส์ ตอนกุมภณฑ์ถวายม้านี้ กล่าวถึงพระสุวรรณหงส์และนางเกศสุริยง ชายา เมื่อจะเดินทางข้ามแม่น้ำกลับเมืองไอยรัตน์ นางผีเสื้อน้ำเห็นและอยากที่จะได้ไว้ครอบครอง จึงวางอุบายให้นางเกศสุริยงตกน้ำ ส่วนตนเองนั้นก็แปลงกายให้เหมือนนางเกศสุริยงแล้วติดตามกลับเข้าเมือง เมื่ออยู่ในเมืองไอยรัตน์นางเกศสุริยงแปลงแสดงกิริยาท่าทางที่ผิดแผกไปจากเดิม

ขณะนั้นกุมภณฑ์ ยักษ์สนิทของพระสุวรรณหงส์ และม้าต้นออกติดตามหาพระสุวรรณหงส์ มาพบนางเกศสุริยงที่ได้รับการช่วยเหลือจากเหล่าเงือกน้ำ กุมภณฑ์และม้าต้นจึงพานางกลับเมืองไอยรัตน์ เพื่อพิสูจน์พระองค์ เมื่อพระสุวรรณหงส์เห็นนางเกศสุริยงถึง 2 คน ก็เกิดความสับสน กุมภณฑ์และม้าต้นจึงพยายามหลอกล่อนางแปลงให้แสดงเพศยักษ์ออกมา นางยักษ์แปลงเมื่อถูกแกล้งหนักเข้าจึงกลายร่างคืนและถูกกุมภณฑ์ประหารเสีย พระสุวรรณหงส์และนางเกศสุริยงจึงได้อยู่ร่วมกันอีกครั้ง

5.การแสดงผลงานสร้างสรรค์ทางนาฏยศิลป์ ชุด อริยะ

ARIYA6.JPG (63293 bytes)รูปแบบการนำเสนอ นาฏยศิลป์ร่วมสมัยด้วยท่าในนาฏยศิลป์ไทย ผสมผสานกับการแสดงออกทางสีหน้าและอารมณ์ (Acting) การเคลื่อนไหวแบบบูโต (Butoh) รวมถึงการใช้เสียงสดจากผู้แสดง

มนุษย์และความศรัทธา เป็นสิ่งที่อยู่คู่กันตั้งแต่มนุษย์เริ่มมีอารยธรรมเพราะมนุษย์มีความกลัวในเหตุการณ์ทางธรรมชาติ เช่น ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า และเชื่อกันว่าเป็นอำนาจของสิ่งลี้ลับเหนือธรรมชาติ สังคมมนุษย์แต่ละกลุ่มก็มีความเชื่อที่แตกต่างกันออกไป มนุษย์ที่มีความคิด ความเชื่อเหมือนกันก็รวมกลุ่มกันเป็นลัทธิ และพัฒนามาเป็นศาสนา

สังคมไทยก็เช่นกัน คนไทยต่างก็เคยบูชาสิ่งลี้ลับเหนือธรรมชาติมาก่อน จนกระทั่งรับเอาพระพุทธศาสนามาเป็นศาสนาประจำชาติ ทำให้วิถีชีวิตของคนไทยดำเนินไปอย่างสงบเรียบง่ายตามวิถีชาวพุทธ แต่ในสภาพปัจจุบัน เมื่อคนไทยประสบปัญหาภาวะวิกฤต ต่างพากันหันกลับมางมงายในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์เหนือธรรมชาติ กลายเป็นกลุ่มลัทธิความเชื่อใหม่ๆ ขึ้นมา ภาวะงมงายเหล่านี้อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ยิ่งทำให้เกิดวิกฤตการณ์อันเกิดจากความเชื่อและหลงงมงาย ที่ต่างกันของคนแต่ละกลุ่มที่ต่างพากันชักจูงให้คนในสังคมเข้ามาในลัทธิตน

แนวทางหนึ่งในการแก้ปัญหาเหล่านี้ สำหรับสังคมไทยที่จะได้นำเสนอในการแสดงนี้ คือ การพิจารณาแก้ปัญหาต่างๆ อย่าง “อริยชน” มิใช่อย่างผู้หลงงมงาย

“อริยะ” ตามความหมายทางหลักพระพุทธศาสนาหมายถึง ผู้ที่ห่างไกลจากข้าศึก ซึ่งก็คือ “กิเลส” ที่ครอบคลุมจิตใจมนุษย์อยู่นั่นเอง หลายท่านอาจเห็นว่า การเข้าใจพุทธธรรมเป็นเรื่องยาก จนบางครั้งเราก็ไม่เคยรู้ความหมายของบทสวดมนต์ที่เราสวดอยู่ทุกวันเลย ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะนำเอาพระพุทธศาสนามาพัฒนาปรับใช้กับชีวิตทุกสภาพ ทุกยุค ทุกสมัย เยี่ยง “อริยชน”

ลำดับการแสดง สามารถแบ่งการแสดงได้เป็น 3 ช่วง คือ

  1. ศักดิ์สิทธิ์ แสดงถึงความงมงายของคนไทยที่เชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างผิด จึงทำให้คนส่วนหนึ่งตายไปพร้อมกับความคิดที่แสนโง่เขลาเหล่านั้น นำเสนอด้วยการเคลื่อนไหวและการแสดงอารมณ์ทางใบหน้า
  2. สงคราม แสดงถึงสภาพปัจจุบันของมนุษยชาติที่เข่นฆ่ากันจนทำให้โลกวินาศ นำเสนอด้วยท่ารำที่เป็นกระบวนไม้รบขึ้นลอยในนาฏยศิลป์ไทย สิ้นสุดสงครามด้วยการล้มตายของผู้คนจำนวนมาก
  3. อริยะ แสดงถึงผู้ที่สามารถอยู่รอดได้ด้วยการใช้ปัญญาคิดแก้ไขในปัญหาจึงสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ นำเสนอด้วยท่ารำไทยและการขับร้องทำนองสรภัญญะจากผู้แสดง

คณะทำงาน

กำกับการแสดง ธรรมจักร พรหมพ้วย
กำกับเวที, ฉาก สุชาติ ชอบสินทวี
กำกับแสง วศิน สุขเกษม
กำกับเสียง ปรัชญา บุญมาสูงทรง
ปี่พาทย์ ประพนธ์ เกสร
เครื่องสาย ปรัชญา บุญมาสูงทรง
เครื่องแต่งกาย ระวีวัฒน์ ขุนทอง
ประสานงาน ชลธิชา อ่ำอำไพ
บันทึกภาพ อุดมศักดิ์ ปิ่นอมร, จิรศักดิ์ ม่วงมะลิลัย

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย